บริษัทประกอบธุรกิจค้าปลีกเพชรและเครื่องประดับเพชร ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีผู้ประกอบการรายเล็กแข่งขันกันเป็นจำนวนมาก แต่สินค้ายังคงมีอัตรากำไรขั้นต้นต่อหน่วยสูง นอกจากนี้อัตรากำไรขั้นต้นของสินค้ารูปแบบเดียวกันอาจจะไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับมูลค่าของวัตถุดิบ ณ ช่วงเวลาที่ผลิตสินค้า และส่วนลดจากราคาป้ายที่บริษัทฯเป็นผู้กำหนด ในส่วนของการจัดหาผลิตภัณฑ์ของบริษัทแบ่งเป็น 2 ขั้นตอนคือการจัดหาเพชรที่เป็นทั้งสินค้าสำเร็จรูปและวัตถุดิบ และว่าจ้างให้ผู้ประกอบการโรงงานผลิตเครื่องประดับให้ ซึ่งการดำเนินธุรกิจดังกล่าวคล้ายกับการสั่งซื้อสินค้าจากผู้ผลิตมาเพื่อจัดจำหน่าย ทำให้บริษัทไม่จำเป็นต้องลงทุนในสินทรัพย์ถาวรมากนัก แต่การดำเนินธุรกิจดังกล่าวต้องอาศัยเงินทุนหมุนเวียนสูง เพื่อการสั่งซื้อและจัดเก็บสินค้าเพื่อขาย เนื่องจากต้องมีรูปแบบจำนวนมากสำหรับให้ผู้ที่สนใจเลือกซื้อ ปัจจัยความสำเร็จในธุรกิจนี้ส่วนหนึ่งจึงขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการสินค้าคงเหลือและการบริหารสภาพคล่องอย่างมีประสิทธิภาพ

ธุรกิจค้าปลีกเพชรและเครื่องประดับเพชร นั้นมีการตั้งกำไรขั้นต้นต่อชิ้นอยู่ในเกณฑ์สูง แต่มูลค่าการจำหน่ายสินค้าแต่ละครั้งจะไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับธุรกิจผลิตและส่งออกเครื่องประดับ ดังนั้นบริษัทฯจึงเน้นจับกลุ่มลูกค้าจำนวนมากและขยายฐานลูกค้าเพื่อสร้างกำไรสุทธิ อนึ่งในปัจจุบันบริษัทฯมุ่งเน้นที่จะขยายสาขาเพิ่มเพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่กระจายอยู่ตามจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังต้องมีการเตรียมสินค้าเครื่องประดับไว้ที่แต่ละสาขาในปริมาณที่เพียงพอ เพื่อให้สินค้าที่มีอยู่ในแต่ละสาขามีความหลากหลายพอที่จะให้ลูกค้าสามารถเลือกซื้อได้ ทำให้การดำเนินธุรกิจของบริษัทฯจะต้องเน้นระบบการบริหารสินค้าคงเหลือที่มีประสิทธิภาพ เพื่อลดค่าเสียโอกาสในการที่จะต้องเก็บสต๊อคสินค้าในปริมาณมาก นอกจากนี้ยังต้องมีการจัดการด้านความปลอดภัยและการประกันภัย เพื่อลดความเสี่ยงจากการโจรกรรม หรือทุจริตด้วย

สำหรับสินค้าหลักของบริษัทฯมี 2 ประเภท คือ 1) เครื่องประดับ  2) เพชรกะรัต  ตามปกติสินค้าเครื่องประดับของบริษัทฯจะมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงกว่าสินค้าประเภทเพชรกะรัต นอกจากนี้สินค้าเครื่องประดับบางรูปแบบจะมีอัตรากำไรขั้นต้นแตกต่างจากสินค้าเครื่องประดับรูปแบบอื่น ๆ

สำหรับในปี 2558 ยอดขายและบริการของบริษัทฯลดลงจากปี 2557 ร้อยละ 12.27  หรือคิดเป็นประมาณ 207.96 ล้านบาท โดยยอดขายและให้บริการที่ลดลง  เกิดจากยอดขายของสาขาเดิมลดลงร้อยละ 17.91 ซึ่งเป็นผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจและการชะลอการซื้อของผู้บริโภคในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2558 และจากการปรับกลยุทธ์การขายและการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในไตรมาสที่ 4 ของปี  ทำให้ผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 4 ของปี 2558 ปรับปรุงดีขึ้น

สำหรับในปี 2559 ยอดขายและบริการของบริษัทฯลดลงจากปี 2558 ร้อยละ 7.23  หรือคิดเป็นประมาณ 107.50 ล้านบาท โดยยอดขายและให้บริการที่ลดลง  เกิดจากยอดขายของสาขาเดิมลดลงร้อยละ 7.82 ซึ่งมีผลกระทบจากการชะลอซื้อสินค้าของลูกค้าบางส่วนในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลในช่วง 2 ไตรมาสแรกของปี 2559 รวมถึงผลกระทบของการชะลอซื้อสินค้าของลูกค้าบางส่วนในเดือนตุลาคมและเดือนพฤศจิกายน 2559 เนื่องจากมีเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในประเทศในช่วงเวลาดังกล่าว

สำหรับในปี 2560 ยอดขายและบริการของบริษัทฯเพิ่มขึ้นจากปี 2559 ร้อยละ 11.77 หรือคิดเป็นประมาณ 162.42 ล้านบาท โดยยอดขายและให้บริการที่เพิ่มขึ้น  เกิดจากเกิดจากการวางแผนกิจกรรมในการขายและการตลาดอย่างต่อเนื่องและตรงกลุ่มเป้าหมาย การใช้ข้อมูลในการสร้างกลยุทธ์ต่างๆ รวมทั้งมีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ตอบสนองกับความต้องการของลูกค้าเป็นอย่างดี รวมถึงมีการบริหารการแบ่งกลุ่มสินค้าและเพิ่มการให้บริการลูกค้าที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนั้น ปี 2560 บริษัทฯได้มีเน้นย้ำในการสร้างแบรนด์ ความน่าเชื่อถือและคุณภาพผลิตภัณฑ์ จึงได้จัดกิจกรรมทางการขายและการตลาดที่สอดคล้องและได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้า รวมถึงมีผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบโดยใช้เอกลักษณ์ของตราบริษัทฯ ซึ่งสามารถกระตุ้นยอดขายให้เพิ่มขึ้นได้อีกทางหนึ่ง

สำหรับปี 2558 บริษัทฯมีกำไรสุทธิเท่ากับ 131.12 ล้านบาท ในขณะที่ช่วงเดียวกันของปีก่อน บริษัทฯมีกำไรสุทธิเท่ากับ 204.55  ล้านบาท หรือคิดเป็นการลดลงร้อยละ 35.90  เนื่องจากยอดรายได้และค่าบริการลดลงร้อยละ 12.27 หรือคิด เป็น207.96 ล้านบาท  ซึ่งเป็นผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจและการชะลอการซื้อของผู้บริโภคในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2558

สำหรับปี 2559 บริษัทฯมีกำไรสุทธิเท่ากับ 157.28 ล้านบาท ในขณะที่ช่วงเดียวกันของปีก่อน บริษัทฯมีกำไรสุทธิเท่ากับ 131.12 ล้านบาท หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้นร้อยละ 19.95 โดยเป็นผลจากการบริหารต้นทุนสินค้าที่ดีขึ้น ซึ่งเกิดจากการบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบหลักที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ และการบริหารสัดส่วนการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในแต่ละประเภทอย่างมีประสิทธิภาพ จึงทำให้มีอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้นจากอัตราร้อยละ 40.05 ในปี 2558 เป็นอัตราร้อยละ 44.06 ในปี 2559 ถึงแม้ยอดขายของบริษัทฯจะลดลงจาก 1,487.50 ล้านบาท ในปี 2558 เป็น 1,380.00 ล้านบาท ในปี 2559 ดังกล่าว นอกจากนั้น บริษัทฯมีความเข้มงวดในการควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารสำหรับปี 2559 จึงเป็นผลทำให้ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารลดลงเป็นจำนวน 20.50 ล้านบาท

สำหรับปี 2560 บริษัทฯมีกำไรสุทธิเท่ากับ 184.72 ล้านบาท ในขณะที่ช่วงเดียวกันของปีก่อน บริษัทฯมีกำไรสุทธิเท่ากับ 157.28 ล้านบาท หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้นร้อยละ 17.45 เกิดจากรายได้จากการขายที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.77 และเป็นผลจากการบริหารต้นทุนสินค้าที่ดีขึ้น ซึ่งเกิดจากการบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบหลักที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ และการบริหารสัดส่วนการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในแต่ละประเภทอย่างมีประสิทธิภาพ  เป็นผลทำให้กำไรขั้นต้นของบริษัทฯ เพิ่มขึ้นจาก 607.96 ล้านบาท ในปี 2559 เป็น 672.30 ล้านบาท ในปี 2560 โดยเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 64.34 ล้านบาท คิดเป็นการเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.58 และเมื่อหักกลบกับค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้นจำนวน 34.61 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นที่สอดคล้องกับรายได้จากการขายที่เพิ่มขึ้น  อย่างไรก็ตาม บริษัทฯยังคงควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารอย่างเข้มงวด

ในส่วนของสินทรัพย์ของบริษัทฯ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558 บริษัทฯมีสินทรัพย์รวมเท่ากับ 1,034.28 ล้านบาท ส่วนสำคัญประกอบด้วยเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 43.42 ล้านบาท และเงินลงทุนระยะสั้น 147.64 ล้านบาท และลูกหนี้การค้าและลูกหนี้อื่นจำนวน 99.90 ล้านบาท และสินค้าคงเหลือจำนวน 601.22 ล้านบาท ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงที่มีสาระสำคัญคือ สินค้าคงเหลือลดลงจาก 694.79 ล้านบาท ณ วันสิ้นงวดของปีก่อน เป็น 601.22 ล้านบาท ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558 เนื่องจากการบริหารจัดการระดับสินค้าคงเหลือที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในส่วนของหนี้สินรวมของบริษัทฯ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558 มีมูลค่าเท่ากับ 329.79 ล้านบาท ส่วนสำคัญประกอบด้วย  เจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่นจำนวน 212.02 ล้านบาท และเงินกู้ยืมระยะยาวจากสถาบันการเงิน จำนวน 46.91 ล้านบาท ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงที่มีสาระสำคัญคือ เจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่นลดลงจาก 332.58 ล้านบาท ณ วันสิ้นงวดของปีก่อน เป็น 212.02 ล้านบาท ณ 31 ธันวาคม 2558 เนื่องจากการชำระหนี้ตามปกติของบริษัทฯ หักกลบกับการเพิ่มขึ้นสุทธิของเงินกู้ยืมระยะยาวจากสถาบันการเงินจำนวน 46.91 ล้านบาท

ในส่วนของผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558 มีมูลค่าเท่ากับ 704.49 ล้านบาทประกอบด้วยทุนจดทะเบียนชำระแล้ว 174.27 ล้านบาท ส่วนเกินมูลค่าหุ้น 92.27 ล้านบาท สำรองตามกฎหมาย 17.50 ล้านบาท และกำไรสะสมที่ยังไม่ได้จัดสรร 420.45 ล้านบาท ซึ่งส่วนของผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558 ลดลงจากปีก่อนจำนวน 4.60 ล้านบาท เกิดจากกำไรเบ็ดเสร็จรวมเพิ่มขึ้นเป็น 129.59 ล้านบาท หักกลบกับการจ่ายเงินปันผลจำนวน 134.19 ล้านบาท

ในส่วนของสินทรัพย์ของบริษัทฯ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2559 บริษัทฯมีสินทรัพย์รวมเท่ากับ 1,044.60 ล้านบาท ส่วนสำคัญประกอบด้วยเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 29.58 ล้านบาท และเงินลงทุนระยะสั้น 173.84 ล้านบาท และลูกหนี้การค้าและลูกหนี้อื่นจำนวน 146.78 ล้านบาท และสินค้าคงเหลือจำนวน 558.60 ล้านบาท ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงที่มีสาระสำคัญคือ สินค้าคงเหลือลดลงจาก 601.22 ล้านบาท ณ วันสิ้นงวดของปีก่อน เป็น 558.60 ล้านบาท ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2559 เนื่องจากการบริหารจัดการระดับสินค้าคงเหลือที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในส่วนของหนี้สินรวมของบริษัทฯ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2559 มีมูลค่าเท่ากับ 269.32 ล้านบาท ส่วนสำคัญประกอบด้วย  เจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่นจำนวน 163.24 ล้านบาท และเงินกู้ยืมระยะยาวจากสถาบันการเงิน จำนวน 34.95 ล้านบาท ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงที่มีสาระสำคัญคือ เจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่นลดลงจาก 212.02 ล้านบาท ณ วันสิ้นงวดของปีก่อน เป็น 163.24 ล้านบาท ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2559 เนื่องจากการชำระหนี้ตามปกติของบริษัทฯ

ในส่วนของผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2559 มีมูลค่าเท่ากับ 775.28 ล้านบาทประกอบด้วยทุนจดทะเบียนชำระแล้ว 174.27 ล้านบาท ส่วนเกินมูลค่าหุ้น 92.27 ล้านบาท และกำไรสะสมที่ยังไม่ได้จัดสรร 491.24 ล้านบาท ซึ่งส่วนของผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558 เพิ่มขึ้นจากปีก่อนจำนวน 70.79 ล้านบาท เกิดจากกำไรเบ็ดเสร็จรวมเพิ่มขึ้น 157.93 ล้านบาท หักกลบกับการจ่ายเงินปันผลจำนวน 87.13 ล้านบาท

ในส่วนของทรัพย์สินของบริษัทฯ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 บริษัทฯมีสินทรัพย์รวมเท่ากับ 1,205.65 ล้านบาท ส่วนสำคัญประกอบด้วยเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 33.32 ล้านบาท และเงินลงทุนระยะสั้น 282.90 ล้านบาท และลูกหนี้การค้าและลูกหนี้อื่นจำนวน 124.25 ล้านบาท และสินค้าคงเหลือจำนวน 645.79 ล้านบาท ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงที่มีสาระสำคัญ คือ สินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้นจาก 558.60 ล้านบาท ณ วันสิ้นงวดของปีก่อนเป็น 645.79 ล้านบาท ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 เกิดจากการบริหารจัดการระดับสินค้าคงเหลือให้มีเพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า และเงินลงทุนระยะสั้นเพิ่มขึ้นจาก 173.84 ล้านบาท ณ วันสิ้นงวดของปีก่อนเป็น 282.90 ล้านบาท ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 เกิดจากการบริหารเงินสดที่เพิ่มขึ้นจากการดำเนินงานเพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูงสุด

ในส่วนของหนี้สินรวมของบริษัทฯ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 มีมูลค่าเท่ากับ 344.98 ล้านบาท ส่วนสำคัญประกอบด้วยเจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่นจำนวน 244.27 ล้านบาท และเงินกู้ยืมระยะยาวจากสถาบันการเงิน จำนวน 22.98 ล้านบาท ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงที่มีสาระสำคัญคือ เจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่นเพิ่มขึ้นจาก 163.24 ล้านบาท ณ วันสิ้นงวดของปีก่อน เป็น 244.27 ล้านบาท ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560  เกิดจากการดำเนินงานตามปกติของบริษัท โดยมีการผลิตสินค้าเพิ่มขึ้น

ในส่วนของผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 มีมูลค่าเท่ากับ 860.67 ล้านบาทประกอบด้วยทุนจดทะเบียนชำระแล้ว 174.27 ล้านบาท ส่วนเกินมูลค่าหุ้น 92.27 ล้านบาท และกำไรสะสมที่ยังไม่ได้จัดสรร 576.63 ล้านบาท ซึ่งส่วนของผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 เพิ่มขึ้นจากปีก่อนจำนวน 85.39 ล้านบาท เกิดจากกำไรเบ็ดเสร็จรวมเพิ่มขึ้นเป็น 184.72 ล้านบาท หักกลบกับการจ่ายเงินปันผลจำนวน 99.33 ล้านบาท

รายได้

บริษัทฯมียอดขายและให้บริการเท่ากับ 1,487.50 ล้านบาท 1,380.00 ล้านบาท และ 1,542.42 ล้านบาท ในปี  2558 ปี 2559  และปี 2560 ตามลำดับโดยมีรายได้แยกตามผลิตภัณฑ์ดังนี้
(หน่วย: ล้านบาท)
ประเภทรายได้จากการจำหน่าย/บริการ 2558 2559 2560
จำนวนเงิน สัดส่วน จำนวนเงิน สัดส่วน จำนวนเงิน สัดส่วน
ล้านบาท ล้านบาท ร้อยละ ล้านบาท ร้อยละ ล้านบาท ร้อยละ
เครื่องประดับเพชรและอื่นๆ 1,309.24 88.02 1,233.20 89.36 1,279.27 82.94
เพชรกะรัต 171.10 11.50 140.96 10.21 257.22 16.68
รายได้ค่าบริการ 7.16 0.48 5.84 0.43 5.93 0.38
รวมรายได้ 1,487.50 100.00 1,380.00 100.00 1,542.42 100.00

สำหรับ ปี 2558 ยอดขายและรายได้จากการให้บริการของบริษัทฯเท่ากับ 1,487.50 ล้านบาท โดยในส่วนของเครื่องประดับเพชรลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 12.49 และเพชรกะรัตมียอดจำหน่ายลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 10.36 เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจและการชะลอตัวการซื้อของผู้บริโภคในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2558

สำหรับ ปี 2559 ยอดขายและรายได้จากการให้บริการของบริษัทฯเท่ากับ 1,380.00 ล้านบาท โดยในส่วนของเครื่องประดับเพชรลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 5.81 และเพชรกะรัตมียอดจำหน่ายลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 17.62 เนื่องจากมีผลกระทบจากการชะลอซื้อสินค้าของลูกค้าบางส่วนในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลในช่วง 2 ไตรมาสแรกของปี 2559 รวมถึงผลกระทบของการชะลอซื้อสินค้าของลูกค้าบางส่วนในเดือนตุลาคมและเดือนพฤศจิกายน 2559 เนื่องจากมีเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในประเทศในช่วงเวลาดังกล่าว

สำหรับ ปี 2560 ยอดขายและรายได้จากการให้บริการของบริษัทฯเท่ากับ 1,542.42 ล้านบาท โดยในส่วนของเครื่องประดับเพชรเพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 3.74 และเพชรกะรัตมียอดจำหน่ายเพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 82.48  เกิดจากการวางแผนกิจกรรมในการขายและการตลาดอย่างต่อเนื่องและตรงกลุ่มเป้าหมาย การใช้ข้อมูลในการสร้างกลยุทธ์ต่างๆ รวมทั้งมีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ตอบสนองกับความต้องการของลูกค้าเป็นอย่างดี รวมถึงมีการบริหารการแบ่งกลุ่มสินค้าและเพิ่มการให้บริการลูกค้าที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนั้น ปี 2560 บริษัทฯได้มีเน้นย้ำในการสร้างแบรนด์ ความน่าเชื่อถือและคุณภาพผลิตภัณฑ์ จึงได้จัดกิจกรรมทางการขายและการตลาดที่สอดคล้องและได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้า รวมถึงมีผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบโดยใช้เอกลักษณ์ของตราบริษัทฯ ซึ่งสามารถกระตุ้นยอดขายให้เพิ่มขึ้นได้อีกทางหนึ่ง

การแบ่งรายได้จากการขายของบริษัทตามช่องทางการจำหน่ายสามารถแยกได้ดังนี้
(หน่วย: ล้านบาท)
ช่องทางการจำหน่าย 2558 2559 2560
จำนวนเงิน
ล้านบาท
สัดส่วนร้อยละ เติบโตร้อยละ จำนวนเงิน
ล้านบาท
สัดส่วนร้อยละ เติบโตร้อยละ จำนวนเงิน
ล้านบาท
สัดส่วนร้อยละ เติบโตร้อยละ
ห้างสรรพสินค้า 464.13 31.20 (13.36) 552.78 40.06 19.10 594.11 38.52 7.48
พื้นที่เช่าและอื่นๆ 1,023.37 68.80 (11.75) 827.22 59.94 (14.77) 948.31 61.48 8.72
รวม 1,487.50 100.00 (12.27) 1,380.00 100.00 (7.23) 1,380.00 100.00 11.77

หมายเหตุ: ไม่รวมรายได้ค่าบริการและรายได้อื่น

นอกจากนี้อัตราส่วนรายได้จากการขายของบริษัทฯในเขตกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่บริษัทฯดำเนินการขยายไปยังต่างจังหวัดมากขึ้น ซึ่งมูลค่าและอัตราส่วนของรายได้จากการขายของบริษัทฯในช่วงตั้งแต่ปี 2558 ถึง ปี 2560 มีรายละเอียดดังนี้
(หน่วย: ล้านบาท)
ช่องทางการจำหน่าย 2558 2559 2560
จำนวน
ล้านบาท
สัดส่วน
ร้อยละ
จำนวน
ล้านบาท
สัดส่วน
ร้อยละ
จำนวน
ล้านบาท
สัดส่วน
ร้อยละ
กรุงเทพฯ 851.64 57.25 693.84 50.28 693.84 50.28
ต่างจังหวัด 635.86 42.75 686.16 49.72 686.16 49.72
รวม 1,487.50 100.00 1,380.00 100.00 1,542.42 100.00

หมายเหตุ: ไม่รวมรายได้ค่าบริการและรายได้อื่น

ในส่วนของรายได้อื่นๆ ในปี 2558-2560 สามารถจำแนกรายละเอียดได้ดังนี้
(หน่วย: ล้านบาท)
ประเภทรายได้ 2558 2559 2560
รายได้ดอกเบี้ย  0.35  0.26 0.29
กำไรจากเงินลงทุนระยะสั้น  1.62   1.69 3.63
รายได้อื่น  2.00  1.52 3.13
รวมรายได้อื่น 3.97 3.47 7.05

ต้นทุนขาย และกำไรขั้นต้น

บริษัทฯมีต้นทุนขายจำนวน 891.77 ล้านบาท 772.03 ล้านบาท และ 870.12 ล้านบาท ในปี 2558 ปี 2559 และปี 2560 ตามลำดับ โดย ในปี 2558 ต้นทุนขายลดลง 101.25 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 10.20 จากงวดเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากรายได้และค่าบริการลดลง 207.96 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 12.27 ในปี 2559 ต้นทุนขายลดลง 119.73 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 13.43 จากงวดเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากรายได้จากการขายลดลง 107.50 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 7.23 และในปี 2560 ต้นทุนขายเพิ่มขึ้น 98.09 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.70 จากงวดเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น 162.42 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.77

สำหรับสินค้าหลักของบริษัทฯมี 2 ประเภท คือ 1) เครื่องประดับ 2) เพชรกะรัต   ตามปกติสินค้าเครื่องประดับของบริษัทฯจะมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงกว่าสินค้าประเภทเพชรกะรัต นอกจากนี้สินค้าเครื่องประดับบางรูปแบบจะมีอัตรากำไรขั้นต้นแตกต่างจากสินค้าเครื่องประดับรูปแบบอื่นๆ สำหรับอัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทฯ คิดเป็น ร้อยละ 40.05 ร้อยละ 44.06 และร้อยละ 43.59 ใน ปี 2558 ปี 2559 และปี 2560 ตามลำดับ ทั้งนี้ สำหรับปี 2558 เปรียบเทียบกับปี 2559 อัตรากำไรขั้นต้นเพี่มขึ้นจากปีก่อน  เนื่องจากการบริหารต้นทุนสินค้าที่ดีขึ้น ซึ่งเกิดจากการบริหารจัดการวัตถุดิบหลักที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ และการบริหารสัดส่วนการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในแต่ละประเภทอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับปี 2559 เปรียบเทียบกับปี 2560 อัตรากำไรขั้นต้นใกล้เคียงกัน ซึ่งเกิดจากการบริหารอย่างต่อเนื่องในการบริหารจัดการวัตถุดิบหลักที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ และการบริหารสัดส่วนการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในแต่ละประเภทอย่างมีประสิทธิภาพ

ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร

ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ประกอบด้วยส่วนที่ผันแปรตามยอดขายและการให้บริการที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ ค่าตอบแทนพนักงานขายในรูปของค่าคอมมิชชั่น ค่าโฆษณาและประชาสัมพันธ์ และค่าธรรมเนียมบัตรเครดิต ในส่วนของค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้นที่ไม่ได้แปรผันตามยอดขายและการให้บริการ ได้แก่ ค่าขนส่งสินค้าที่มีการปรับตัวสูงขึ้นตามราคาตลาดของน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นทั่วโลก

สำหรับในปี 2558 บริษัทฯมีค่าใช้จ่ายในการขายและค่าใช้จ่ายในการบริหารเท่ากับ 433.42 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 3.68 เมื่อเปรียบเทียบกับในช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้อัตราค่าใช้จ่ายการขายและค่าใช้จ่ายในการบริหาร เมื่อเปรียบเทียบกับยอดขายและการให้บริการมีสัดส่วนเท่ากับร้อยละ 29.14 ซึ่งสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเท่ากับร้อยละ 26.54 เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการขายและค่าใช้จ่ายในการบริหารในส่วนที่เกี่ยวกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการขยายสาขา ในรูปแบบที่แตกต่างไปจากเดิม  ค่าใช้จ่ายในการขายที่ผันแปรตามยอดขาย ได้แก่ ค่าตอบแทนพนักงานขาย ค่าโฆษณาและประชาสัมพันธ์ และค่าธรรมเนียมบัตรเครดิตที่เติบโตขึ้นตามสัดส่วนของยอดขายที่เพิ่มขึ้น แต่อย่างไรก็ตามบริษัทฯมีนโยบายในการควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร โดยการจัดทำงบประมาณประจำปี และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคอยควบคุมและตรวจสอบเป็นประจำทุกเดือน    

สำหรับในปี 2559 บริษัทฯมีค่าใช้จ่ายในการขายและค่าใช้จ่ายในการบริหารเท่ากับ 412.92 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 4.73 เมื่อเปรียบเทียบกับในช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้อัตราค่าใช้จ่ายการขายและค่าใช้จ่ายในการบริหาร เมื่อเปรียบเทียบกับยอดขายมีสัดส่วนเท่ากับร้อยละ 29.92 ซึ่งใกล้เคียงกันกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเท่ากับร้อยละ 29.14  ค่าใช้จ่ายในการขายที่ผันแปรตามยอดขาย ได้แก่ ค่าตอบแทนพนักงานขาย ค่าโฆษณาและประชาสัมพันธ์ และค่าธรรมเนียมบัตรเครดิต ซึ่งบริษัทฯมีนโยบายในการควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร โดยการจัดทำงบประมาณประจำปี และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคอยควบคุมและตรวจสอบเป็นประจำทุกเดือน

สำหรับในปี 2560 บริษัทฯมีค่าใช้จ่ายในการขายและค่าใช้จ่ายในการบริหารเท่ากับ 447.55 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.39  เมื่อเปรียบเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้อัตราค่าใช้จ่ายการขายและค่าใช้จ่ายในการบริหาร เมื่อเปรียบทียบกับยอดขายมีสัดส่วนเท่ากับร้อยละ 29.02 ซึ่งลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเท่ากับร้อยละ 29.92  เกิดจากบริษัทฯยังคงควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารอย่างเข้มงวด โดยการจัดทำงบประมาณประจำปี และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคอยควบคุมและตรวจสอบเป็นประจำทุกเดือน

กำไรจากการดำเนินงานและกำไรเบ็ดเสร็จรวม

สำหรับปี 2558 บริษัทฯ มีกำไรจากการดำเนินงานเท่ากับ 166.29 ล้านบาท หรือลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนเท่ากับร้อยละ 35.27 เกิดจากยอดรายได้และการให้บริการที่ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อน

กำไรเบ็ดเสร็จรวมของบริษัทฯ มีมูลค่าเท่ากับ 129.59 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 36.82 จากงวดเดียวกันของปีก่อน เกิดจากยอดรายได้จากการขายและการให้บริการที่ลดลงและส่งผลให้กำไรเบ็ดเสร็จรวมลดลงจำนวน 75.53 ล้านบาท บริษัทฯมีอัตรากำไรเบ็ดเสร็จรวมเท่ากับร้อยละ 12.10 และร้อยละ 8.71 ในปี 2557 และปี 2558 ตามลำดับ

สำหรับปี 2559 บริษัทฯ มีกำไรจากการดำเนินงานเท่ากับ 198.50 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนเท่ากับร้อยละ 19.37  เกิดจากกำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้นและค่าใช้จ่ายในการขายที่ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อน

กำไรเบ็ดเสร็จรวมของบริษัทฯ มีมูลค่าเท่ากับ 157.93 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 21.87 จากงวดเดียวกันของปีก่อน เกิดจากกำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้นและค่าใช้จ่ายในการขายที่ลดลงและส่งผลให้กำไรเบ็ดเสร็จรวมเพิ่มขึ้นจำนวน 28.34 ล้านบาท บริษัทฯมีอัตรากำไรเบ็ดเสร็จรวมเท่ากับร้อยละ 8.71 และร้อยละ 11.44  ในปี 2558 และปี 2559 ตามลำดับ

สำหรับปี 2560 บริษัทฯ มีกำไรจากการดำเนินงานเท่ากับ 231.79 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนเท่ากับร้อยละ 16.77 เกิดจากกำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน

กำไรเบ็ดเสร็จรวมของบริษัทฯ มีมูลค่าเท่ากับ 184.72 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 16.96 จากงวดเดียวกันของปีก่อน เกิดจากกำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน บริษัทฯมีอัตรากำไรเบ็ดเสร็จรวมเท่ากับร้อยละ 11.98 และร้อยละ11.44 ในปี 2560 และ 2559 ตามลำดับ

สินทรัพย์

สำหรับ ณ 31 ธันวาคม 2558 สินทรัพย์หมุนเวียนของบริษัทฯ ประกอบด้วยรายการที่สำคัญคือมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 43.42 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 4.20 ของสินทรัพย์รวม เงินลงทุนระยะสั้น 147.64 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 14.27 ของสินทรัพย์รวม ลูกหนี้การค้าและลูกหนี้อื่นจำนวน 99.90 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 9.66 ของสินทรัพย์รวม และสินค้าคงเหลือ 601.22 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 58.13 ของสินทรัพย์รวม สินทรัพย์หมุนเวียนที่มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือสินค้าคงเหลือ ซึ่งลดลงจำนวน  93.57 ล้านบาท เนื่องจากการบริหารจัดการระดับสินค้าคงเหลือที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น หักกลบกับการเพิ่มขึ้นของเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดจำนวน 13.68 ล้าน

ณ  31 ธันวาคม 2558 ในส่วนของสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนที่สำคัญคือ อาคารและอุปกรณ์มีจำนวน 105.02 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 10.16 และเงินมัดจำและสิทธิการเช่า 22.75 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 2.20 ของสินทรัพย์รวม

สำหรับ ณ 31 ธันวาคม 2559 สินทรัพย์หมุนเวียนของบริษัทฯ ประกอบด้วยรายการที่สำคัญคือมีเงินสดและรายการเทียบเท่า เงินสด 29.58 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 2.83 ของสินทรัพย์รวม เงินลงทุนระยะสั้น 173.84 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 16.64 ของสินทรัพย์รวม ลูกหนี้การค้าและลูกหนี้อื่นจำนวน 146.78 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 14.05 ของสินทรัพย์รวม และสินค้าคงเหลือ 558.60 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 53.48 ของสินทรัพย์รวม สินทรัพย์หมุนเวียนที่มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ ลูกหนี้การค้าและลูกหนี้อื่นเพิ่มขึ้นจำนวน 46.88 ล้านบาท และเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดรวมถึงเงินลงทุนระยะสั้นเพิ่มขึ้นจำนวน 12.36 ล้านบาท หักกลบกับสินค้าคงเหลือซึ่งลดลงจำนวน  42.62 ล้านบาท เนื่องจากการบริหารจัดการระดับสินค้าคงเหลือที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ณ  31 ธันวาคม 2559 ในส่วนของสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนที่สำคัญคือ อาคารและอุปกรณ์มีจำนวน 90.24 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 8.64 และเงินมัดจำและสิทธิการเช่า 21.73 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 2.08 ของสินทรัพย์รวม

สำหรับ ณ 31 ธันวาคม 2560 สินทรัพย์หมุนเวียนของบริษัทฯ ประกอบด้วยรายการที่สำคัญคือมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 33.32 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 2.76 ของสินทรัพย์รวม เงินลงทุนระยะสั้น 282.90 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 23.46 ของสินทรัพย์รวม ลูกหนี้การค้าและลูกหนี้อื่นจำนวน 124.25 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 10.31 ของสินทรัพย์รวม และสินค้าคงเหลือ 645.79 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 53.56 ของสินทรพย์รวม สินทรัพย์หมุนเวียนที่มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ สินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้นจำนวน 87.19 ล้านบาท เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดรวมถึงเงินลงทุนระยะสั้นเพิ่มขึ้นจำนวน 112.80 ล้านบาท และหักกลบกับลูกหนี้การค้าและลูกหนี้อื่นที่ลดลงจำนวน 22.54 ล้านบาท

ณ  31 ธันวาคม 2560 ในส่วนของสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนที่สำคัญคือ อาคารและอุปกรณ์จำนวน 77.74 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 6.45  และเงินมัดจำและสิทธิการเช่าจำนวน 23.72 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 1.97 ของสินทรัพย์รวม

คุณภาพของสินทรัพย์

(ก) ลูกหนี้การค้า และค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ

ลูกหนี้การค้าสามารถแยกตามอายุหนี้ที่ค้างชำระได้ดังนี้

(หน่วย: ล้านบาท)
ระยะเวลาคงค้าง 31 ธ.ค. 2558 ร้อยละ 31 ธ.ค. 2559 ร้อยละ 31 ธ.ค. 2560 ร้อยละ
อยู่ในกำหนดชำระ 96.24 96.48 144.46 98.28 122.32 98.17
ไม่เกิน 3 เดือน 2.38 2.39 1.43 0.97 1.24 1.00
เกินกำหนดชำระ 3 เดือน ถึง 6 เดือน - - - - 0.00 0.00
เกินกำหนดชำระ 6 เดือน ถึง 9 เดือน - - - - 0.00 0.00
เกินกำหนดชำระ 9 เดือน ถึง 12 เดือน 0.04 0.04 - - 0.00 0.00
เกินกำหนดชำระเกิน 12 เดือน ขึ้นไป 1.09 1.09 1.10 0.75 1.04 0.83
รวม 99.75 100.00 146.99 100.00 124.6 100.00
หัก ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ (1.11) (1.11) (1.13) (0.77) (1.04) (0.83)
รวม-สุทธิ 98.64 98.89 145.86 99.23 123.56 99.17

ลูกหนี้การค้าของบริษัทฯประกอบด้วยลูกหนี้ห้างสรรพสินค้าจากการขายสินค้าผ่านห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ซึ่งบริษัทฯจะได้รับชำระเงินภายในประมาณ 45 ถึง 60 วัน ซึ่งลูกหนี้การค้าประเภทนี้ส่วนใหญ่จะจ่ายชำระเงินตามกำหนดชำระ และลูกหนี้การค้าของบริษัทฯอีกส่วนหนึ่งคือลูกหนี้จากลูกค้าที่ทำสัญญาคล้ายแฟรนไชส์กับบริษัทฯ ที่นำสินค้าของบริษัทฯไปจำหน่ายต่อนั้น บริษัทฯมีนโยบายการให้เครดิตลูกหนี้การค้าประเภทนี้ประมาณ 45 ถึง 60 วัน ซึ่งบริษัทฯจะได้รับชำระเงินค่าสินค้าจากลูกค้ากลุ่มนี้ล่าช้าบ้าง ทำให้มียอดลูกหนี้ค้าเลยกำหนดชำระอยู่บางส่วน แต่อย่างไรก็ตามบริษัทฯยังคงสามารถเรียกเก็บเงินจากลูกค้าได้ตามกำหนด สำหรับในส่วนของการจำหน่ายสินค้าให้ผู้บริโภคโดยตรงนั้นไม่มีการให้เครดิตหรือการผ่อนชำระเป็นรายเดือน

บริษัทฯมีนโยบายเกี่ยวกับการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ โดยจะเริ่มตั้งสำรองบางส่วนตั้งแต่ลูกหนี้การค้าที่เกินกำหนดชำระมากกว่า 180 วัน หรือโดยการคาดการณ์ซึ่งอ้างอิงจากประวัติการรับชำระหนี้ในอดีต หรือจากข้อมูลที่ผู้บริหารได้รับมา
โดยจะตั้งสำรองครบทั้งจำนวนสำหรับลูกหนี้ที่มีปัญหา ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558 บริษัทฯมีการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเท่ากับ 1.11 ล้านบาท ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2559 บริษัทฯมีการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเท่ากับ 1.13 ล้านบาท และ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 บริษัทฯมีการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเท่ากับ 1.04 ล้านบาท ทั้งนี้การตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญดังกล่าว เป็นไปตามนโยบายการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญของบริษัทฯทุกสิ้นงวด และบริษัทฯมีการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญที่ครอบคลุมลูกหนี้ที่มีปัญหาทั้งหมดแล้ว

(ข) สินค้าคงเหลือ

(หน่วย: ล้านบาท)
รายการ 31 ธ.ค. 2558 ร้อยละ 31 ธ.ค. 2559 ร้อยละ 31 ธ.ค. 2560 ร้อยละ
เครื่องประดับ 472.14 78.53 469.49 84.05 541.88 83.91
เพชรกะรัต 49.51 8.23 39.36 7.05 40.29 6.24
งานระหว่างทำ 22.25 3.70 7.48 1.34 2.96 0.46
ตัวเรือนเปล่า 12.19 2.06 6.79 1.22 6.92 1.07
ทอง 1.42 0.24 2.86 0.51 0.38 0.06
วัตถุดิบเพชร 37.08 6.13 26.51 4.75 45.30 7.01
วัสดุสิ้นเปลือง 6.63 1.10 6.11 1.09 8.07 1.25
รวมสุทธิ 601.22 100.00 601.22 100.00 645.80 100.00

ณ 31 ธันวาคม 2558 ปริมาณสินค้าคงเหลือของบริษัทฯเพิ่มขึ้นเป็น 601.22 ล้านบาท จาก 694.79 ล้านบาท ณ วันสิ้นงวดของปีก่อน ซึ่งลดลง  93.57 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 13.47 โดยส่วนใหญ่เกิดจากเครื่องประดับเพชรที่เป็นสินค้าสำเร็จรูป ลดลง 71.73 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทฯได้มีการบริหารจัดการสินค้าคงเหลือได้มีประสิทธิภาพ

ณ 31 ธันวาคม 2559 ปริมาณสินค้าคงเหลือของบริษัทฯลดลงจาก 601.22 ล้านบาท ณ วันสิ้นงวดของปีก่อน เป็น 558.60 ล้านบาท ซึ่งลดลง 42.62 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 7.09 โดยส่วนใหญ่เกิดจากวัตถุดิบลดลงจำนวน 14.53 ล้านบาท และสินค้าเพชรกะรัตลดลงจำนวน 10.15 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทฯได้มีการบริหารจัดการสินค้าคงเหลือได้มีประสิทธิภาพ

ณ 31 ธันวาคม 2560 ปริมาณสินค้าคงเหลือของบริษัทฯเพิ่มขึ้นจาก 558.60 ล้านบาท ณ วันสิ้นงวดของปีก่อน เป็น 645.79 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 87.19 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 15.61 โดยส่วนใหญ่เกิดจากเครื่องประดับเพชรที่เป็นสินค้าสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น 72.39 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากการบริหารปริมาณสินค้าคงเหลือเพื่อให้มีเพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า แต่อย่างไรก็ตาม บริษัทฯยังคงมีการบริหารจัดการสินค้าคงเหลือได้มีประสิทธิภาพ โดยระยะเวลาขายสินค้าเฉลี่ยได้ลดลงจาก 274.17 วันในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เป็น 252.61 วัน ในปี 2560

นโยบายการบริหารจัดการสินค้าคงเหลือในส่วนของเครื่องประดับเพชร บริษัทฯจะมีการเก็บข้อมูล ปริมาณของสินค้าแยกตามรูปแบบ เพื่อนำมาจัดประเภทสินค้าที่เคลื่อนไหวช้า ทั้งนี้เมื่อสินค้ามีการเคลื่อนไหวช้าบริษัทฯจะย้ายสินค้าชิ้นนั้นๆ
ไปยังสาขาอื่น เพื่อให้มีโอกาสถูกเลือกซื้อมากขึ้น ทั้งนี้หากรูปแบบของสินค้าแบบใดที่ไม่สามารถจำหน่ายได้ บริษัทฯจะนำสินค้าดังกล่าวมาจัดรายการส่งเสริมการขาย เช่น ให้ส่วนลดเพิ่มขึ้นมากว่าปกติ ทำให้มีอัตรากำไรต่ำกว่าเดิม หรือหากยังไม่สามารถจำหน่ายได้ บริษัทฯมีนโยบายจัดการสินค้าดังกล่าวโดยนำกลับมาผลิตใหม่ แต่ในส่วนของสินค้าสำเร็จรูปเพชรกะรัตและวัตถุดิบเพชรนั้นจะไม่มีการนับอายุผลิตภัณฑ์ แต่จะมีการเปรียบเทียบราคาต้นทุนกับราคาตลาดโลกเพื่อประมาณการด้อยค่าของสินค้า

สภาพคล่อง

(หน่วย: ล้านบาท)
รายการ 31 ธ.ค. 2558 31 ธ.ค. 2559 31 ธ.ค. 2560
กำไรสุทธิ 131.12 157.28 184.72
ปรับรายการที่กระทบกำไรสุทธิ 55.92 68.17 71.43
กำไรจากการดำเนินงานก่อนการเปลี่ยนแปลงในสินทรัพย์และหนี้สินจากการดำเนินงาน 187.04 225.45 256.15
การเปลี่ยนแปลงในสินทรัพย์ 84.90 (7.70) (62.26)
การเปลี่ยนแปลงในหนี้สิน (112.57) (53.86) 82.39
จ่ายภาษีเงินได้ (40.06) (35.45) (40.72)
กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน 119.31 128.44 235.56
กระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุน (14.74) (39.63) (118.38)
กระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน (90.89) (102.65) (113.44)
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น (ลดลง) สุทธิ 13.68 (13.84) 3.74
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด ณ วัน ต้นงวด 29.74 43.42 29.58
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด ณ วัน ปลายงวด 43.42 29.58 33.32

 บริษัทฯมียอดขายเพิ่มขึ้นในทุกๆ ปี และมีการขยายกิจการเพิ่มสาขา ทำให้บริษัท ต้องมีการใช้เงินทุนหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น เพื่อใช้ในการซื้อวัตถุดิบเพิ่มขึ้นและเก็บสินค้าคงเหลือให้ลูกค้าสามารถเลือกซื้อได้มากขึ้น ซึ่งบริษัทฯมีการจัดหาเงินทุนหมุนเวียนดังกล่าวจากเจ้าหนี้การค้า ซึ่งบริษัทได้รับเครดิตอยู่ในช่วง 90 – 180 วัน และอีกส่วนหนึ่งมาจากกำไรจากการดำเนินงานของบริษัทฯ ทั้งนี้จากลักษณะการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯซึ่งอยู่ในช่วงขยายกิจการดังกล่าว  ทำให้กระแสเงินสดจากการกิจกรรมดำเนินการลดลงแต่ยังพอเพียงต่อการดำเนินธุรกิจ ทำให้บริษัทฯไม่มีปัญหาสภาพคล่อง โดยเห็นได้จากอัตราส่วนสภาพคล่องที่สำคัญ ดังนี้

สำหรับปี 2558  อัตราส่วนสภาพคล่องเท่ากับ 3.18  เท่า ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ 2.49 เท่า ระยะเวลาในการเก็บหนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 23.97 วัน ซึ่งมากกว่าปีก่อนที่มีระยะเวลาในการเก็บหนี้อยู่ที่ 19.33 วัน ระยะเวลาในการขายสินค้าอยู่ที่ 265.23 วัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนอยู่ที่ 231.61 วัน ระยะเวลาในการจ่ายชำระหนี้อยู่ที่ 111.45 วัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ 110.60 วัน

สำหรับปี 2559  อัตราส่วนสภาพคล่องเท่ากับ 3.91 เท่า ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ 3.18 เท่า ระยะเวลาในการเก็บหนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 32.62 วัน ซึ่งมากกว่าปีก่อนที่มีระยะเวลาในการเก็บหนี้อยู่ที่ 23.97 วัน ระยะเวลาในการขายสินค้าอยู่ที่ 274.17 วัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนอยู่ที่ 265.23 วัน ระยะเวลาในการจ่ายชำระหนี้อยู่ที่ 88.71 วัน ซึ่งลดลงจากปีก่อนที่ 111.45 วัน

สำหรับปี 2560  อัตราส่วนสภาพคล่องเท่ากับ 3.39 เท่า ซึ่งใกล้เคียงกับปีก่อนที่ 3.91 เท่า ระยะเวลาในการเก็บหนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 32.07 วัน ซึ่งใกล้เคียงกับปีก่อนที่มีระยะเวลาในการเก็บหนี้อยู่ที่ 32.62 วัน ระยะเวลาในการขายสินค้าอยู่ที่ 252.61 วัน ซึ่งลดลงจากปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 274.17 วัน ระยะเวลาในการจ่ายชำระหนี้อยู่ที่ 85.47 วัน ซึ่งลดลงจากปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 88.71 วัน

ประสิทธิภาพการดำเนินงาน

เนื่องจากบริษัทไม่มีโรงงานสำหรับผลิตสินค้าของบริษัทเอง และใช้การเช่าพื้นที่ที่ใช้สำหรับจำหน่ายสินค้าแทนการซื้อ จึงมีสินทรัพย์ถาวรน้อย จึงไม่ควรใช้อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ถาวรประเมินประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ของบริษัท ดังนั้นอัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์จะแสดงประสิทธิภาพการดำเนินงานได้เหมาะสมกว่า

อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ลดลงจากร้อยละ 24.92 ในปี 2557 เป็น ร้อยละ 15.49 ในปี 2558 เนื่องจากบริษัทมีทรัพย์สินมากขึ้นจากการเพิ่มจำนวนของสาขาในปี 2558 รวมถึงกำไรเบ็ดเสร็จรวมลดลงจาก 205.12 ล้านบาท ในปี 2557 เป็น 129.59 ล้านบาท ในปี 2558

อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 15.49 ในปี 2558 เป็น ร้อยละ 19.10 ในปี 2559 เนื่องจากบริษัทมีกำไรเบ็ดเสร็จรวมเพิ่มขึ้นจาก 129.59 ล้านบาท ในปี 2558 เป็น 157.93 ล้านบาท ในปี 2559

อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 19.10 ในปี 2559 เป็น ร้อยละ 20.60 ในปี 2560 เนื่องจากบริษัทมีกำไรเบ็ดเสร็จรวมเพิ่มขึ้นจาก 157.93 ล้านบาท ในปี 2559 เป็น 184.72 ล้านบาท ในปี 2560

หนี้สิน

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558  บริษัทมีวงเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน 520 ล้านบาท ประกอบด้วยเงินกู้ยืมระยะเวลา 5 ปี เงินกู้ทรัสต์รีซิท และเงินกู้ยืมจากธนาคารในรูปตั๋วสัญญาใช้เงินอายุ 1-6 เดือน ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงกับอัตราดอกเบี้ยตามท้องตลาด โดยไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2559  บริษัทมีวงเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน 680 ล้านบาท ประกอบด้วยเงินกู้ยืมระยะเวลา 5 ปี เงินกู้ทรัสต์รีซิท และเงินกู้ยืมจากธนาคารในรูปตั๋วสัญญาใช้เงินอายุ 1-6 เดือน ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงกับอัตราดอกเบี้ยตามท้องตลาด โดยไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560  บริษัทมีวงเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน 680 ล้านบาท ประกอบด้วยเงินกู้ยืมระยะเวลา 5 ปี เงินกู้ทรัสต์รีซิท และเงินกู้ยืมจากธนาคารในรูปตั๋วสัญญาใช้เงินอายุ 1-6 เดือน ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงกับอัตราดอกเบี้ยตามท้องตลาด โดยไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน

ส่วนของผู้ถือหุ้น

ณ 31ธันวาคม 2558  ส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทมีมูลค่าเท่ากับ 704.49 ล้านบาท และมีกำไรสะสมยังไม่ได้จัดสรรเท่ากับ 420.45 ล้านบาท และในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2558  มีมติอนุมัติให้จ่ายเงินปันผลจากผลประกอบการในปี 2557 ในอัตราหุ้นละ 0.71 บาท และในการประชุมคณะกรรมการบริษัทครั้งที่ 3/2558 ได้มีมติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลประกอบการงวดเดือน มกราคม – มิถุนายน 2558 ในอัตราหุ้นละ 0.21 บาท

ณ 31ธันวาคม 2559 ส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทมีมูลค่าเท่ากับ 775.28 ล้านบาท และมีกำไรสะสมยังไม่ได้จัดสรรเท่ากับ 491.24 ล้านบาท และในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2559  มีมติอนุมัติให้จ่ายเงินปันผลจากผลประกอบการในปี2558 ในอัตราหุ้นละ 0.46 บาท และในการประชุมคณะกรรมการบริษัทครั้งที่ 3/2559 ได้มีมติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลประกอบการงวดเดือน มกราคม – มิถุนายน 2559 ในอัตราหุ้นละ 0.25 บาท

ณ 31ธันวาคม 2560  ส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทมีมูลค่าเท่ากับ 860.67 ล้านบาท และมีกำไรสะสมยังไม่ได้จัดสรรเท่ากับ 576.63 ล้านบาท และในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2560 มีมติอนุมัติให้จ่ายเงินปันผลประกอบการในปี 2559 ในอัตราหุ้นละ 0.55 บาท และในการประชุมคณะกรรมการบริษัทครั้งที่ 3/2560 ได้มีมติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลประกอบการงวดเดือน มกราคม – มิถุนายน 2560 ในอัตราหุ้นละ 0.27 บาท

ปัจจัยและอิทธิพลที่อาจมีผลต่อการดำเนินงานหรือฐานะการเงินในอนาคต

ปัจจัยและอิทธิพลที่อาจมีผลต่อการดำเนินงานหรือฐานะการเงินในอนาคต นอกเหนือจากที่ได้กล่าวไว้ในเรื่องปัจจัยความเสี่ยง มีดังนี้

การเปลี่ยนแปลงของอัตราส่วนทางการเงินเนื่องจากจำนวนหุ้นที่เพิ่มขึ้นจากการเพิ่มทุน

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558  บริษัทมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วจำนวน 174,273,125.00 บาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1.00 บาท จำนวนหุ้นสามัญจดทะเบียนทั้งหมด 175,000,000  หุ้น และมีกำไรสุทธิสำหรับปี 2558  จำนวน 131.12 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิต่อหุ้นเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักเท่ากับ 0.75 บาทต่อหุ้น และมูลค่าตามบัญชีเท่ากับ 4.04 บาทต่อหุ้น (คำนวณจากจำนวนหุ้นสามัญชำระทั้งหมดของบริษัท ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558)

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2559  บริษัทมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วจำนวน 174,273,125.00 บาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1.00 บาท จำนวนหุ้นสามัญจดทะเบียนทั้งหมด 175,000,000 หุ้น และมีกำไรสุทธิสำหรับปี 2559  จำนวน 157.28 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิต่อหุ้นเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักเท่ากับ 0.90 บาทต่อหุ้น และมูลค่าตามบัญชีเท่ากับ 4.45 บาทต่อหุ้น (คำนวณจากจำนวนหุ้นสามัญชำระทั้งหมดของบริษัท ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2559)

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560  บริษัทมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วจำนวน 174,273,125.00  บาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1.00 บาท จำนวนหุ้นสามัญจดทะเบียนทั้งหมด 175,000,000 หุ้น และมีกำไรสุทธิสำหรับปี 2560  จำนวน 184.72 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิต่อหุ้นเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักเท่ากับ 1.06 บาทต่อหุ้น และมูลค่าตามบัญชีเท่ากับ 4.94 บาทต่อหุ้น (คำนวณจากจำนวนหุ้นสามัญชำระแล้วทั้งหมดของบริษัท ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560)

ตามมติที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2560 บริษัทได้ตกลงจ่ายค่าตอบแทนการสอบบัญชีให้แก่

นายประวิทย์ วิวรรณธนานุตร์ ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ทะเบียนเลขที่ 4917 หรือ
นายเทอดทอง เทพมังกร ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ทะเบียนเลขที่ 3787 หรือ
นายอุดม ธนูรัตน์พงศ์ ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ทะเบียนเลขที่ 8501 หรือ
นางสาวชุติมา วงษ์ศราพันธ์ชัย ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ทะเบียนเลขที่ 9622

หรือผู้สอบบัญชีท่านอื่นภายในสำนักงานเดียวกัน หรือผู้สอบบัญชีอื่นที่คณะกรรมการเห็นสมควร ซึ่งมีความเป็นอิสระและไม่มีผลประโยชน์ส่วนได้เสียใดๆกับบริษัท โดยพิจารณาเห็นว่ามีคุณภาพในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้สอบบัญชีได้เป็นอย่างดี และเห็นควรนำเสนอผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติค่าตอบแทนผู้สอบบัญชี จำนวน 1,350,000 บาท เพิ่มขึ้นจาก 1,100,000 บาท เมื่อปี 2559